Category Archives: ภาพประกอบ

โคมาโกะ ซากาอิ (KOMAKO SAKAI)

Pooka+ ฉบับ Komako Sakai

แปลจากนิตยสารภาษาญี่ปุ่น Pooka+ฉบับ Komako Sakai
โดย สิริพร คดชาคร
***
สิริพร คดชาคร 
ใช้ชีวิตวัยเด็กที่อยุธยา จบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และรับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานแปลมาแล้วหลายเล่ม เช่น แสงสว่างกลางทะเลลึก มิเกะเนโกะ โฮส์มส์ แมวสามสียอดนักสืบ 19 ตอนโรงแรมสนธยา ฯลฯ

เด็กอาคารจัดสรร

ฉันอาศัยอยู่ในอาคารจัดสรรจนถึงสิบขวบ ดังนั้นเมื่อเห็นกลุ่มอาคารประเภทนี้จึงตื่นเต้น อย่างเวลานั่งรถไฟผ่าน และมองเห็นอาคารจัดสรรอยู่ไกล ๆ ผ่านทางหน้าต่าง ฉันจะเฝ้ามองด้วยสีหน้าดีอกดีใจ

บางครั้งฉันลองบอกคนอื่นว่า “ฉันโตมาในอาคารจัดสรรล่ะ” จะได้คำตอบไร้อารมณ์กลับมาทำนองว่า “งั้นเหรอ…” ฉันอยากเจอคนที่ตอบว่า “ฉันก็เหมือนกัน !” แล้วประสานมือกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปด้วยแต่ก็ไม่มี ย่านนิวทาวน์ s ที่ฉันอาศัยอยู่นั้น มีอาคารจัดสรรทอดยาวต่อเนื่องไร้จุดจบ และญี่ปุ่นก็มีสถานที่แบบนี้มากมาย ฉันคิดว่าคนที่อาศัยในอาคารจัดสรรน่าจะมีเยอะเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่เจอเลย

Komako Sakai: captured from Pooka+

ฉันอาศัยในอาคารจัดสรรเลขที่ C-60 หมายเลขดังกล่าวอยู่สูงขึ้นไปบนผนังด้านซ้ายของอาคาร อักษรขนาดเล็กแข็งทื่อเขียนด้วยสีดำ ฉันพยายามปาลูกเบสบอลหลายต่อหลายครั้งให้โดนตรงนั้น แต่มันสูงเกินไปเลยไม่ถึง

ห้องพักคับแคบเป็นแบบ 2DK (*ห้องเปล่าสองห้อง + ห้องกินข้าวที่ผนวกรวมกับห้องครัว) เวลาออกไปที่ระเบียง ฉันมักเกาะลูกกรงเหล็กมองลงไปข้างล่าง ช่วงที่หมกมุ่นกับการทำเครื่องบิน ก็ร่อนออกไปจากตรงนี้ ชั้นหนึ่งของอาคารเป็นพื้นที่โล่งให้ขี่จักรยานเล่นได้แม้ในวันฝนตก

อาคารจัดสรรในเมืองถูกปรับเปลี่ยนสร้างใหม่ต่อเนื่อง ฉันจึงคิดว่าในย่านนิวทาวน์ S ก็คงไม่ต่างกัน อาคาร C-60 เองคงเริ่มถูกรื้อถอนทำลาย คิดดังนั้นฉันนึกอยากเห็นขึ้นมาจึงนั่งรถไฟชินคันเซ็นไปโอซากา

Komako Sakai: captured from Pooka+

ย่านนิวทาวน์ S ไม่เปลี่ยนไปสักนิด กลุ่มอาคารจัดสรรไม่มีวี่แววจะถูกรื้อถอน ยิ่งกว่านั้นผนังยังทาสีใหม่ สวยกว่าสมัยฉันเด็ก ๆ เสียอีก ฉันตะลึงเล็กน้อย จากนั้นรู้สึกเต็มตื้น อันดับแรกฉันไปที่อาคาร C-60 ก่อนเดินวนรอบเมืองอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ จนแอบน่ากลัว (แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงจำพวก สนามหญ้ากลายเป็นลานจอดรถ และหอสมุดกลายเป็นแคร์เซ็นเตอร์ก็ตาม) จะมีก็แต่ต้นไม้ที่โตขึ้นสามสิบปีดูสง่างาม แผ่กิ่งก้านสาขาใต้ผืนฟ้าสีฟ้าของเดือนมิถุนายน

ฉันอยากลองวาดอาคารจัดสรรลงในหนังสือภาพ จึงทำหนังสือ ยูคิ งะ ยันดะระ (ถ้าหิมะหยุด) ขึ้น ก่อนมีบรรณาธิการต่างชาติคนหนึ่งเห็นเข้าแล้วบอกฉันว่า “ตอนเด็กก็เคยอยู่ในสถานที่แบบนี้เหมือนกัน คิดถึงจริง ๆ” แล้วกรุณาตีพิมพ์หนังสือให้ ฉันดีใจที่ได้เจอเด็กอาคารจัดสรรด้วยกัน

โลกเล็ก ๆ

หนังสือภาพของคุณซากาอิเป็นงานเปี่ยมความรู้สึกและวาดขึ้นอย่างละเอียดลออ เธอรู้จักหนังสือภาพได้อย่างไร วาดหนังสือภาพแบบไหน และอยู่กับมันอย่างไร เรามาฟังเรื่องราวตั้งแต่ครั้งยังเด็กจนถึงปัจจุบันของตัวผู้ประพันธ์คือคุณซากาอิกันดีกว่า

วัยเด็ก

เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ คุณซากาอิรู้จักหนังสือภาพจากการได้อ่านที่บ้านสมัยยังเด็ก เริ่มต้นจากหนังสือภาพของพี่ชาย

“ฉันอ่านหนังสือที่ได้รับตกทอดจากพี่ชายค่ะ ส่วนมากเลยเป็นหนังสือแบบเด็กผู้ชาย อย่าง อิตะสุระ คิคันฉะ จูจู (ปู๊นปู๊น หัวรถจักรจอมป่วน) หรือ คิคันฉะ ยาเอมอน (ยาเอมอน เจ้าหัวรถจักร) ปกติฉันเป็นเด็กที่ชอบจับแมลงเล่นด้วยค่ะ เฝ้าไล่จับตั๊กแตนตำข้าวอยู่คนเดียว ในวันอากาศอ้าวกลางฤดูร้อนก็เที่ยวหาพวกตั๊กแตน(ตั๊กแตนตัวเล็ก ๆ) จับมารวมกันไว้… แล้วก็ชอบเล่นประกอบสิ่งของ”

คุณซากาอิเติบโตมาในย่านนิวทาวน์ของโอซากา เธอบอกว่าแม้ย่านนั้นมีสิ่งก่อสร้างคอนกรีตแข็งทื่อเรียงราย แต่ยังมีพื้นที่อย่างสวนป่าขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอื้อให้ไล่จับแมลงทั้งวันได้ไม่ลำบากยากเย็น

“ฉันอยู่โอซากาจนจบชั้นประถม ๕ จากนั้นย้ายมาอยู่จังหวัดมิเอะ ในย่านนิวทาวน์อีกเช่นเคย คงเพราะที่นั่นเป็นย่านชานเมือง ฉันจึงได้ใช้ชีวิตแต่ในพื้นที่ถากถางใหม่ จะว่าใหม่ก็ไม่ถูก น่าจะเป็นหมาด ๆ เลยมากกว่า เรื่องเรียนฉันไม่เอาไหนจริง ๆ ค่ะ แต่วิชาที่ชอบและอาจเรียกว่าเก่งคือวิชาเขียนเรียงความ เรียงความที่จำได้เป็นเรื่องทำนองว่า ฉันได้รองเท้าใหม่มาแล้วดีใจ ฉันสวมรองเท้านั้นไปโรงเรียน แต่กลับไม่มีใครชม เลยหดหู่ลงเรื่อย ๆ และระหว่างทางกลับบ้านด้วยความผิดหวัง ก็ถูกเด็กที่ไม่รู้จักกันต่อว่าเอาว่างี่เง่า… (หัวเราะ) เป็นเรียงความที่มืดหม่นทีเดียวนะคะ คิดว่ารองเท้าน่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างแท้ ๆ  กลับทำให้เหงาหนักเข้าไปอีก แต่ก็มีเพื่อนผู้ชายห้องเดียวกันที่ฉันไม่เคยคุยด้วยเข้ามาบอกล่ะค่ะว่า ‘แม่ฉันบอกว่าเรียงความของเธอดีนะ’”

 

อยากทำหนังสือภาพ          

“พอขึ้นชั้นมัธยมต้น ฉันได้รู้จักผลงานของคุณโองาวะ มิเมอิ (小川未明 ) คุณอุเอโนะ โนริโกะ (上野紀子) และอ่านงานของมิยาซาวะ เคนจิ (宮沢賢治) ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอิน และแล้วก็นึก ‘อยากทำหนังสือภาพ’ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก พอดีกับช่วงนั้นแม่ของฉันเริ่มเปิดโรงเรียนสอนพิเศษที่บ้าน เลยเริ่มซื้อหนังสือภาพเพราะคิดจะทำพ็อกเก็ตบุ๊กเล็ก ๆ  หนังสือที่ซื้อมามีทั้งของคุณซาโนะ โยโกะ (佐野洋子 ) คุณโกะมิ ทาโร (五味太郎) หรือคุณฮายาชิ อากิโกะ(林明子)มันหลากหลายมากฉันจึงเอามาดู และคิดว่า อยากลองวาดอะไรแบบเรื่อง ฮาจิเมเตะ โนะ โอะสึคาอิ (ไปซื้อของครั้งแรก) ของคุณฮายาชิจังเลย ! นับจากช่วงนั้นฉันลงเรียนคลาสสอนวาดภาพแถวบ้าน ที่นั่นทำให้ได้ฉันรู้ว่าโลกนี้มีโรงเรียนสอนศิลปะอยู่ด้วย เลยคิดมาตลอดเสร็จสรรพเรียบร้อยว่าจะเข้าโรงเรียนศิลปะนี่แหละ สมัยม.ปลายฉันก็อยู่ชมรมศิลปะค่ะ แต่ที่นั่นให้สเก็ตช์ภาพจากหุ่นปูนปลาสเตอร์ หรือวาดอะไรที่ไม่น่าสนใจ แล้วช่วงนั้นฉันยังชอบจิตรกรยุคไทโชที่ชื่อมุรายามะ คาอิตะ (村山槐多) ด้วยค่ะ คิดว่าเขาเท่มาก ฉันเขียนชื่อเขาไว้บนกระเป๋านักเรียนด้วยนะ…บ้าได้อีก (หัวเราะ)”

จากนั้นคุณซากาอิพลาดการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอเรียนกวดวิชา ก่อนสอบผ่านมหาวิทยาลัยศิลปะโตเกียว จึงเดินทางเข้าเมืองหลวง แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอกลับไม่ค่อยได้วาดรูปนัก

Komako Sakai: captured from Pooka+

“ก็เป็นเรื่องดีนะคะที่เข้าได้ แต่ฉันไม่ขยันไปเรียน กลับแสดงละครอยู่ที่คณะละคร เป็นคณะละครใต้ดินเล็ก ๆ ค่ะ ช่วงที่เริ่มคิดเรื่องอนาคต ฉันคิดว่าการเป็นนักแสดงก็น่าสนใจเหมือนกัน ฉันออกจากมหาวิทยาลัยมาเป็นนักแสดงอยู่หนึ่งปี ฉันชอบมากแต่นึกภาพตัวเองเป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมไม่ออก แล้วตอนนั้นเพื่อนฉันมีแผนจะไปปารีสสักหนึ่งปี ฉันเลยตัดสินใจขอติดสอยห้อยตามไปด้วย และถือโอกาสออกจากการเป็นนักแสดง จากนั้นฉันอยู่ปารีสเกือบหนึ่งปี โดยไม่มีทั้งจุดมุ่งหมาย เงิน แถมไม่รู้ภาษาอีก แต่ละวัน ๆ ได้แต่เตร็ดเตร่ เก็บนู่นเก็บนี่ (หัวเราะ) ฉันยังไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเลยจริง ๆ   ตอนนั้นฉันไม่ได้ทำอะไรเลย แต่มาคิดดูตอนนี้ฉันว่าดีแล้วล่ะค่ะ เพราะพอเป็นผู้ใหญ่ เราไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำอะไรไร้สาระแบบนั้นหรอก”

หลังกลับจากปารีส คุณซากาอิก็เริ่มก้าวเข้าสู่ชีวิตคนทำงาน แรกเริ่มเธอทำงานในสำนักงานบริษัทออกแบบ

“ฉันทำงานในสำนักงานบริษัทคาแรกเตอร์ดีไซน์อยู่ราวครึ่งปี แต่มันไม่เหมาะกับฉันเอาซะเลย (หัวเราะ) ฉันคิดว่า …ฉันไม่เอาไหนขนาดนี้เชียว… หลังออกจากที่นั่น ฉันทำงานในสตูดิโอออกแบบลายผ้ากิโมโน (textile design) ฉันไม่ได้มีความสามารถอะไรเลยนะคะ แต่ก็ทำอยู่หลายปี ฉันวาดพวกลายของเล่นโบราณด้วยความหลงใหล แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่อยู่ดี ฉันเริ่มคิดอยากทำงานคนเดียว งานของตัวเอง”

Komako Sakai: captured from Pooka+

งานที่ทำคนเดียวได้       

          จากนั้นคุณซากาอิคิดว่า งานที่เธอทำตัวคนเดียวได้คืออะไร และสิ่งที่ผุดวาบขึ้นมาในความคิดก็คือ ความรู้สึกสมัยมัธยมต้น ตอนอยากทำหนังสือภาพ แรกเริ่มเธอทำหนังสือภาพไปพร้อมทำงานประจำ แล้วส่งประกวดรางวัลประเภทหนังสือภาพกับสำนักพิมพ์โคดันฉะ เธอได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแม้เป็นผลงานชิ้นแรก จากนั้นจึงเข้าเวิร์กช้อปเรื่องหนังสือภาพ  เพื่อศึกษาอย่างจริงจัง

“กระทั่งว่าหนังสือภาพคืออะไร ฉันก็ไม่ค่อยรู้ แถมยังจนแต้มว่าจะไปยังไงต่อ เลยเริ่มเข้าเวิร์กช้อปหนังสือภาพ ฉันทำหนังสือภาพแบบเดาสุ่ม ทำด้วยความรู้สึกว่ายังไงถึงออกมาเป็นหนังสือนะ แบบนี้ละมั้ง… แน่นอนค่ะ ไม่สำเร็จ ตอนฉันให้คนอื่นดูครั้งแรกไม่ค่อยได้เรื่อง บางคนบอกว่าไม่เข้าใจ แต่ฉันก็มุ่งมั่นวาดภาพขึ้นมา เป้าหมายคือ ต้องออกหนังสือภาพให้ได้สักเล่มเสียก่อน ฉันนึกดูแล้วคิดว่า ต้องเห็นภาพสิ่งตัวเองอยากทำเสียก่อน อย่างเช่น อยากวาดซีนแบบไหน อารมณ์แบบไหน และเหนืออื่นใด ฉันคิดว่าจะทำหนังสือที่เด็ก ๆ น่าจะอ่าน และผลงานที่ได้ออกมาก็คือเรื่อง ริโกะจัง โนะ โอะอุจิ (บ้านของหนูริโกะ)  พอคนอื่นได้ดูก็บอกว่ามันดีทีเดียวล่ะค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่มีสิทธิ์จะได้เป็นหนังสือนะคะ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ ฉันปากกัดตีนถีบมาก ทีแรกเนื้อเรื่องลงตัวแล้ว แต่รูปกลับไม่ค่อยโอเค ตอนทำสำเร็จฉันโล่งอกมากกว่าจะดีใจเสียอีก”

และในปี ๑๙๙๘ คุณซากาอิก็ได้เปิดตัวหนังสือภาพตามที่ปรารถนาด้วยผลงานเรื่อง  ริโกะจัง โนะ โอะอุจิ

Komako Sakai: captured from Pooka+

กำเนิดโยรุคุมะ (หมีค่ำคืน)

เมื่อพูดถึงคุณซากาอิ ต้องนึกถึง โยรุคุมะ แถมเรื่องนี้ยังกลายเป็นหนังสือภาพที่ทุกบ้านต้องมีกระทั่งทุกวันนี้ โยรุคุมะเป็นผลงานที่เกิดจากการโยงใยภาพหลากหลายในหัวคุณซากาอิเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ภาพค่ำคืนสีน้ำเงินตรึงใจ หรือความรู้สึกยากบรรยายเวลาต้องพรากจากแม่

“หลังออกหนังสือ ก็มีคนทาบทามฉันเข้าร่วมโครงการหนึ่งค่ะ ฉันจึงเขียน โยรุคุมะ ขึ้น แต่ตัวโครงการนั้นกลับหายต๋อม อย่างไรก็ตาม ฉันเลือกจะวาด โยรุคุมะ ให้จบเรื่องก่อน(ค่อยส่ง) ภาพจึงอยู่กับตัว นอกจากนั้น ช่วงที่ ริโกะจัง โนะ โอะอุจิ ได้พิมพ์ ฉันบังเอิญมีโอกาสพบบรรณาธิการนิตยสาร MOE  ฉันเลยหอบภาพ(ถ่ายเอกสารสี)ไปพบ ตั้งใจจะลองเสนอขาย ปรากฏว่าบรรณาธิการถูกใจค่ะ ฉันได้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คะคิโอะโรชิเอะฮง (หนังสือภาพ) หลังจากนั้นจึงรวมเล่มกับสนพ.คาอิเซฉะ”

Komako Sakai: captured from Pooka+

ผลงานถัดมาคือ โบคุ โอะคาซัง โนะ โคโตะ… นับจากเล่มนี้ ภาพวาดของคุณซากาอิเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่ให้อารมณ์เบา ๆ อ่อนโยน กลายเป็นภาพที่ดึงดูด ให้อารมณ์แบบในปัจจุบันมากขึ้นคือมีน้ำหนักและสวยงาม

“ตอนร่างภาพ โบคุ โอะคาซัง โนะ โคโตะ ภาพเค้าโครงออกมาชัดเจนมาก ฉันเลยอยากวาดภาพไม่ให้มีอารมณ์อ่อนโยนแบบเดียวกับเรื่อง โยรุคุมะ เวลาวาดภาพฉันลงสีพื้นนะคะ แต่ใช้สีขาวมาตลอด ในเรื่อง โยรุคุมะ ฉันอยากให้สีสันโดดเด่น เลยลงพื้นสีขาว คราวนี้เลยลองใช้สีดำ ซึ่งทำให้เห็นภาพเค้าโครงชัดเจน ทำงานง่ายด้วย แน่นอนค่ะ ฉันคำนึงเรื่องว่าภาพต้องเข้ากับเรื่อง ดังนั้น ถ้าเอาภาพกินใจใน โยรุคุมะ มาใช้กับเนื้อเรื่องที่ต่างกันสิ้นเชิง ฉันต้องตะขิดตะขวงใจแน่ อย่างภาพในเรื่อง ริโกะจัง โนะ โอะอุจิ ก็ให้อารมณ์ทำนองนี้ค่ะ แต่พอทุกอย่างเวียนกลับมาที่เดิม ฉันคิดว่าภาพก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นแบบที่ตัวเองวาดถนัด”

Komako Sakai: captured from Pooka+

เรื่องและภาพ

หนังสือภาพของคุณซากาอินั้น เรื่องภาพไม่ต้องพูดถึง ส่วนคำสั้น ๆ ในภาพก็กระทบใจอย่างยิ่ง ขึ้นชื่อว่าหนังสือภาพ ย่อมต้องมีทั้งภาพและคำ แล้วคุณซากาอิล่ะ ทำหนังสือภาพอย่างไร

“เนื้อเรื่องมาอันดับแรกค่ะ พอได้เรื่องแล้วถึงคิดภาพ แต่จริงอยู่ว่าระหว่างคิดเรื่อง ภาพย่อมผุดขึ้นมาในหัว ดังนั้นจะว่าคิดพร้อมกันคงได้ แต่หนังสือภาพก็ต้องขับเคลื่อนด้วยเนื้อเรื่อง เพราะฉะนั้น ที่สำคัญคือทั้งสองอย่างต้องมาคู่กัน เรื่องคำฉันก็พลิกดูดัมมี(ตัวอย่างต้นฉบับก่อนพิมพ์)ไปแก้ไขปรับปรุงไป เวลาเราคิดคำหรือจุดที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องปิ๊งขึ้นมาได้ ที่เหลือก็ลื่นไหล ถ้าบรรทัดที่หนึ่งยังไม่ได้ ทุกอย่างก็ติดขัด ต้องพลิกดัมมีรอบแล้วรอบเล่า การเลือกคำเป็นเรื่องยากมากค่ะ”

นอกจากนั้น สิ่งที่ดึงดูดสายตาคือความน่ารักของสีหน้าท่าทางเด็ก ๆ ในภาพ ภาพนั้นทำให้เรารู้สึกชื่นชมว่า คุณซากาอิสังเกตเด็กได้ลึกซึ้งจริง ๆ พร้อมกันก็รู้สึกถึงความสมจริงของแววตาเด็กในภาพจนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่น่าชื่นชมควรเป็นความทรงจำของเธอต่างหาก ในภาพนั้นยังมีความเหนือจริงแบบเฉพาะตัวผสมอยู่ พาหัวใจผู้อ่านหวนคืนสู่ความอบอุ่นหรือช่วงเวลาของวัยเยาว์

Komako Sakai: captured from Pooka+

“ฉันจะจดสิ่งที่ดึงดูดใจหรือน่าสนใจไว้ โดยไม่สนว่าจะได้ใช้ในหนังสือภาพหรือเปล่า ฉันไม่สเก็ตช์นะคะ แต่เฝ้ามอง จ้องคนที่นั่งตรงหน้าบนรถไฟฟ้าบ้าง หรือจดจำบางส่วนของบทสนทนา พอความทรงจำวัยเด็กเชื่อมกันได้ดีกับสิ่งน่าสนใจในปัจจุบัน บางครั้งก็ต่อขยายได้เป็นเรื่องราว แน่นอนค่ะว่าฉันมองเด็ก ๆ บ่อย แต่ประเภทที่พอมองแล้วนึกต่อยอดเองก็มี เรียกว่าไม่ได้มองเฉพาะภายนอก แต่รู้สึกไปด้วยล่ะมั้ง… เวลามีคนบอกว่า ‘ช่างสังเกตจัง’ มันก็จริงอยู่หรอกนะคะ แต่ก็รู้สึกขัด ๆ ยังไงไม่รู้ มันต่างจากการสังเกตนะ เหมือนว่า ถ้าจะวาดรูปเวลาจับโคลน เราเองก็ต้องนึกสัมผัสของโคลนออก… เวลาจับโคลนปุ๊บ คุณจะไม่แวบนึกถึงความรู้สึกของเด็กหรือคะ พอฉันคิดได้ ความทรงจำก็หวนกลับมา”

เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้หวนกลับมาด้วยความทรงจำหรือถ้อยคำเท่านั้น แต่ยังมาจากสัมผัสด้วย นอกจากผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเองทั้งหมดแล้ว ยังมีงานระดับมาสเตอร์พีซ หรือหนังสือภาพที่คุณซากาอิรับผิดชอบเฉพาะเรื่องภาพด้วย แล้วคุณซากาอิมีวิธีทำงานต่างจากเวลาสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองหรือไม่

Komako Sakai: captured from Pooka+

“ถ้าเป็นหนังสือภาพแบบหลายคนวาด ฉันจะถอยห่างจากมันเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว ยิ่งหนังสือนั้นเคยตีพิมพ์แล้วยิ่งไม่สนใจ เรื่อง อะคาอิโรโซคุ โตะ นิงเกียว (เทียนสีแดงกับนางเงือก)นั้น ฉันรู้จักในฐานะที่มันเป็นงานเขียน ไม่ใช่หนังสือภาพ จึงเกิดภาพขึ้นในหัว ส่วนหนังสือภาพเรื่องอื่นนั้น มีบางส่วน(ของเรื่อง)เหมือนกันค่ะที่ฉันคิดอะไรไม่ออก เพราะฉะนั้น ถ้าวาดตามจินตนาการตัวเองได้จะดีมากเลยค่ะ เรื่อง บิโรโดะ โนะ อุซางิ (The Velveteen Rabbit) เป็นผลงานที่ฉันรู้จักตอนมันเป็นหนังสือภาพ นอกจากนั้นยังดูหนังสือภาพของผู้วาดคือวิลเลียม นิโคลสันมาตลอด แน่นอนว่าเป็นผลงานเยี่ยมยอดจนฉันไม่คิดว่าจะทำได้ดีกว่า แต่เพราะมีภาพในหัวว่าถ้าเป็นตัวเองจะวาดยังไง เลยอาศัยวาดออกมาตามนั้น แม้แต่กับหนังสือภาพที่ฉันรับผิดชอบเฉพาะเรื่องภาพ ฉันยังมีความรู้สึกว่า ต้องเอาเนื้อเรื่องไปให้ลูกอ่านก่อนซักรอบ และก่อนวาดภาพจะพยายามเลี่ยงพบผู้เขียนเรื่องเท่าที่ทำได้ เพราะลองคนเขียนมาขอให้วาดอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันจะขาดความมั่นใจค่ะ ความรู้สึกเหมือนส่งลูกไปให้คนอื่นเลี้ยงนั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเหมือนกันไปหมดทุกอย่างก็คงเป็นผลงานเดียวกัน แต่ถ้าเทียบระหว่างเรื่องที่ฉันวาดภาพในหัวได้หมดอย่าง อะคาอิโรโซคุ โตะ นิงเกียว กับเรื่องที่ทำไม่ได้ ฉันคิดว่ามันต่างกันกระทั่งการไปกันได้กับเนื้อเรื่องเลยล่ะค่ะ ฉันจะใช้เวลามากกับงานที่มีระยะห่างน้อย”

Komako Sakai: captured from Pooka+

Pooka+ ได้ให้คุณซากาอิคิดคำมาให้สิบคำ ซึ่งได้แก่ กลางคืน ตุ๊กตา อาคารจัดสรร กล่อง หนีออกจากบ้าน บอลลูน ยานพาหนะ นก แม่ และหิมะ เมื่อได้ฟังเรื่องราวและดูผลงานของเธอ รู้สึกไหมคะว่ามีคำซึ่งเป็นไปในแนวเดียวกันเหล่านั้นหรือแรงบันดาลใจหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ ธีมงานของเธอเกิดจากแรงบันดาลเหล่านั้น แรงบันดาลใจซึ่งคงเกิดขึ้นขณะเธอเองไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน สุดท้ายนี้เรามาคุยเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของธีมกันค่ะ

“ฉันไม่ได้จงใจหรอกค่ะว่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ แต่พอวาดปุ๊บ เดี๋ยว ๆ ตัวละครก็หนีออกจากบ้านอีกแล้ว หรือฉากทิวทัศน์ก็ให้อารมณ์ชานเมืองอีก ทำนองนี้น่ะค่ะ ฉันว่าบรรยากาศหรืออารมณ์เหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยจริง ๆ หนังสือภาพเล่มหนึ่ง ๆ ใช้เวลาเขียนนานนะคะ ทุกครั้งฉันเลยอดกลุ้มใจไม่ได้ว่าจะทำยังไงดี อารมณ์แบบว่า วาดเท่าไหร่ก็ยังไม่พอใจ แล้วสุดท้ายก็ได้ออกมาหนึ่งเล่ม แต่พอมันวางเรียงอยู่ในร้าน แน่นอนค่ะว่าฉันดีใจมาก ฉันทำงานนี้มาเกือบสิบปีแล้ว จึงคิดเหมือนกันว่าหนังสือภาพเล่มต่อไปจะยังใช้วิธีเดิมได้ไหมนะ แต่สุดท้ายฉันก็กลับไปเริ่มที่ศูนย์ทุกครั้ง พอได้คุยกับคุณแล้ว ฉันก็รู้สึกว่าจะต้องค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในตัวเองให้ได้ มันลำบากมากค่ะ เพราะจะไม่วาดให้เหมือนที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของหนังสือภาพมันเบลอ ๆ  …ฉันจึงมักมีแต่จินตนาการล่องลอยในอากาศว่าจะทำให้ดูดีอย่างนั้น น่ารักอย่างนี้ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่า ภาพเหล่านั้นจะรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ แต่ก็อยากทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แม้แค่ทีละนิดก็ตาม”

ครั้งนี้คุณซากาอิได้เล่าเกี่ยวกับคำต่าง ๆ ให้ฟัง ครั้งต่อไปเมื่อเราเปิดหนังสือภาพของเธอ หากระลึกถึงสิ่งเหล่านั้นไว้ อาจได้สัมผัสสิ่งที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เป็นบางอย่างคล้ายเศษเสี้ยวซึ่งถูกช้อนกรองออกมาจากความทรงจำของผู้อ่านเอง สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นแน่นอนเมื่อซ้อนทับบนภาพและคำของคุณซากาอิ

คุณฮิงาชิ นาโอโกะ นักเขียนและกวี และคุณโดอิ อากิฟุมิ บรรณาธิการหนังสือภาพผู้ดูแลคุณซากาอิมาตลอด ตั้งแต่ก่อนเธอเปิดตัวในฐานะนักเขียนหนังสือภาพ ได้ฝากข้อความถึงคุณซากาอิมา ณ ที่นี้

หัวใจที่ไหลซึมออกมาจากร่างกาย

ฮิงาชิ นาโอโกะ

ฉันชอบภาพของคุณซากาอิมากค่ะ เวลาเห็นภาพของเธอที่เป็นภาพประกอบ ภาพปก หรือในหนังสือภาพ ฉันเป็นต้องร้อง ‘อ๊ะ’ ออกมาเบา ๆ ขณะใจเต้นตึกตัก เมื่อเพ่งจ้อง ความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ลึกสุดใจก็ถูกกระตุ้นจนฉันแทบร้องไห้ออกมา ความรู้สึกนั้นไม่ได้เรียบง่ายจนอาจสรุปได้ว่าเป็นความหวนระลึกถึง มันคืออะไรกันนะ ความรู้สึกนั้น

หนังสือภาพของคุณซากาอิที่ฉันอ่านเล่มแรกคือ โยรุคุมะ  ฉันตกใจเลยค่ะ ทั้งภาพทั้งคำเรียบง่ายมาก แต่กลับกระทบความรู้สึกอันเปราะบางครั้งแล้วครั้งเล่า และสั่นไหวหัวใจ “ผมลองกอดดู และนึกเอ็นดู ชื่อของเขาคือ โยรุคุมะ” เหนือประโยคนี้คือภาพเด็กชายและลูกหมีกอดกันท่าทางงุ่มง่าม แผ่นหลังเหยียดตรงของเจ้าหมีดูเศร้าสร้อย

ภาพเด็กที่คุณซากาอิวาดส่วนใหญ่จะเป็นภาพด้านหลัง เห็นเสี้ยวหน้า หรือไม่ก็ก้มหน้าอยู่ และแม้จะเป็นภาพที่มองเห็นหน้า ส่วนมากก็แทบไม่แสดงสีหน้า แต่กลับสื่ออารมณ์ถึงเราได้อย่างดี มันซึมแผ่ออกมาและถ่ายทอดถึงเราผ่านทางริมฝีปากเผยอน้อย ๆ  ต้นคอแบบบางที่ก้มลง หรือปลายนิ้วเล็ก ๆ ที่ชี้สู่ท้องฟ้า นอกจากความดีใจ ความยินดี ความสนุกสนาน ภาพยังถ่ายทอดความรู้สึกกังวล เศร้า และเหงาซึ่งเด็กคนนั้นโอบกอดไว้ในเวลาเดียวกันได้เยียบเย็นสมจริง

หลายปีก่อนฉันเคยเข้าฟังเสวนาซึ่งมีคุณซากาอิร่วมด้วย เป็นงานที่นักวาดหนังสือภาพมาพูดถึงผลงานตัวเอง ตอนนั้นคุณซากาอิบอกว่า เธอรู้สึกผิดต่อเด็ก ๆ  เพราะเป็นคนทำหนังสือเด็ก แต่กลับไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเด็กนัก ฉันประทับใจที่เธอบอกว่า ‘รู้สึกผิดต่อเด็ก ๆ’ เธอช่างจริงใจเสียจริง คุณซากาอิวาดรูปเก่งอยู่แล้ว และฉันเชื่อมั่นว่า จิตใจอันบริสุทธิ์นั้นเป็นพลังของภาพอันจับใจ

อย่างหนังสือที่ชื่อ คินโยบิ โนะ ซาโตจัง (หนูซาโตวันศุกร์) ฉันก็พ่ายแพ้ให้กับถ้อยคำอันเป็นกวีของคุณซากาอิค่ะ เรื่อง บีโรโดะ โนะ อุซางิ ที่จัดทำขึ้นมาใหม่เมื่อปีที่แล้วโดยมีเธอเป็นผู้แปลก็เยี่ยมยอด ทั้งภาพทั้งคำล้วนข้ามผ่านกาลเวลาและพรมแดน

‘ความโศกเศร้า’ บางประการถูกปลุกให้ตื่น

โดอิ อากิฟุมิ

หลายปีก่อนร้านทอมส์บ็อกซ์(ร้านขายหนังสือภาพ http://www.tomsbox.co.jp/index.html) มีนิทรรศการของซากาอิ โคมาโกะ โดยผมเป็นคนดูแล ตอนนั้นมีลูกค้าพินิจพิจารณาภาพของเธอแล้วพึมพำว่า “ดำเนินรอยตามอิวาซากิ จิฮิโระละมั้งเนี่ย”

เวลานั้นผมยังไม่เห็นจุดเหมือน(ในงานของสองคน)จึงได้แต่นิ่งอึ้ง ผมเพิ่งมีโอกาสเขียนบทความเกี่ยวกับอิวาซากิ จิฮิโระไปเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า ถ้อยคำในนั้นหวนมาอีกครั้ง ผมถึงได้คิดทบทวน จะว่าไปแล้วคงไม่แปลกหากจะคิดแบบนั้น ภาพของทั้งคู่ลายเส้นต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่ต้องการสื่อล่ะ สีหน้าของเด็ก และท่าทาง ณ ขณะนั้นจะปลุกภาพสีหน้าลูกเราออกมาจากความทรงจำไกลโพ้น แน่นอนครับ ไม่ต้องเป็นลูกก็ได้ อาจเป็นสีหน้าไม่ประสีประสาของเด็กที่เดินสวนเฉียดเราไป สีหน้าไร้เดียงสาของเด็กในสงครามซึ่งเราเห็นทางโทรทัศน์ หรือสีหน้าทุกข์ทรมานของเด็กอดอยากในอ้อมแขนแม่ สีหน้าหลากหลายหวนกลับมา ความ ‘โศกเศร้า’ บางประการถูกปลุกให้ตื่น

เด็ก ๆ ในภาพที่ซากาอิวาด คงมีจุดเชื่อมโยงกับภาพเด็กที่จิฮิโระวาดตรงจุดนี้ แต่แน่นอนว่ามีบางอย่างแตกต่างกัน การที่ภาพวาดของซากาอิแสดงถึงบางอย่างในยุคปัจจุบันงั้นหรือ แล้วการใช้พื้นหลังสีดำเข้มล่ะ หรือจะเป็นที่เด็ก ๆ ของเธอดูช่างแต่งตัว แต่มันก็ดูไม่ใช่แฟชั่นในยุคนี้เท่าไหร่นะ นอกจากนั้นก็คือ งานของเธอผสมผสานขึ้นจากวัตถุดิบที่เหนือจริง ซึ่งจะว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็คงได้ เพราะซากาอิมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้

จริงสิ จากสีหน้าเด็กในผลงานของซากาอินั้น ผมรู้สึกเหมือนเห็นความภาคภูมิใจว่าฉันดีที่สุด หรือความอยากระบายบางอย่างที่อัดอั้นออกมา ใช่แล้วล่ะ เจ้าความอัดอั้นบางอย่างนั่นล่ะมั้งคือสิ่งที่ซากาอิรักและอยากแสดงออก ความน่ารังเกียจอันเป็นขั้วตรงข้ามกับความน่ารักนี่เองที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า แทนที่จะจับสองสิ่งนี้มาผูกมัดรวมกัน ปล่อยให้มันครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่อย่างนั้นน่าจะดีกว่า ซากาอิเป็นนักเขียนที่ต้องจับตาต่อไป


ซาร่า โมรันเต้ (Sara Morante)

แปลจากหนังสือพิมพ์ภาษาสเปน
Gara ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2553
สัมภาษณ์โดย Juan Manuel Costoya
โดย  บุณณดา รัตนะ
***
บุณณดา รัตนะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ มัธยมจบสายอังกฤษ ฝรั่งเศส จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และจบปริญญาตรี อักษรศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาภาษาสเปน ปัจจุบัน กำลังออกมาลองทำงานหาประสบการณ์แปลกใหม่จากการทำงานเป็นฝ่ายเบื้องหลังการ ผลิตรายการโทรทัศน์

“นักวาดภาพประกอบ คือ ผู้อ่านที่เล่าเรื่องที่เพิ่งได้อ่านไป ด้วยวิธีที่แตกต่าง”
ซาร่า โมรันเต้
นักวาดภาพประกอบหนังสือ

รูปวาดของซาร่า โมรันเต้ ชาวซานเซบาสเตียน เป็นภาพประกอบในหนังสือหลากหลายที่เพิ่งตีพิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อไม่นานมานี้ อย่างเช่น “พจนานุกรมวรรณกรรมสำหรับคนหัวสูง (ดิกซอนนาริโอ เด ลิตเตราตูรา ปารา เอสนอบส์)” และ หนังสือรวมบทกวี “สัญญาณ (เซนญัล)” ภาพประกอบสีแดงดำของซาร่าในเรื่อง “ดอกไม้สีแดง (ลา ฟลอ โรฆ่า)” ช่วยให้เราจมดิ่งสู่โลกแห่งตัวตนภายในอันทรมานของฝเซโวล็อด การ์ชิน (Vsévolod Garshín) นักเขียนนวนิยายชาวรัสเซีย

La Flor Roja : captured from Sara Morante’s Facebook

มีคนใช้คำว่า “น่ากังวล” และ “โกธิค” กล่าวถึงลักษณะของภาพประกอบในเรื่อง “ดอกไม้สีแดง” คุณเห็นด้วยที่ใช้คำเหล่านี้หรือไม่

เนื้อเรื่องมันน่ากังวลและมีลักษณะแบบโกธิคค่ะ ถ้าภาพวาดประกอบของดิฉันถูกเรียกอธิบายด้วยคำเหล่านั้นเหมือนกัน ก็อาจเป็นเพราะรูปวาดนั้นประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเรื่องเล่า ถ้าเช่นนั้น ดิฉันก็รู้สึกถูกใจคำอธิบายลักษณะเหล่านี้ค่ะ

วิธีการคิดภาพประกอบต่างๆ ทำอย่างไร คุณอ่านเรื่องก่อนใช่หรือไม่ แล้วคุณได้ศึกษาเกี่ยวกับบุคลิกส่วนตัวที่เจ็บปวดทรมานของนักเขียน การ์ชิน หรือไม่

คุณปาตริเซีย กอนซาโล่ เด เฆซุส ผู้แปล ได้พูดคุยกับดิฉันถึงเรื่อง “ดอกไม้สีแดง” และถึงตัวนักเขียน คุณการ์ชิน ด้วย ก่อนหน้านั้นฉันได้อ่านเรื่องฉบับแปลแล้วหนึ่งฉบับ และคุณปาตริเซียก็ได้ช่วยดิฉันในขั้นตอนแรก คือตอนที่ดึงเอาส่วนสำคัญต่างๆ ของเรื่องที่ดิฉันเห็นว่าโดดเด่นที่สุดออกมา ตอนจดรวบรวมไอเดียต่างๆ และตอนจัดบทต่างๆ ด้วยรูปภาพค่ะ ตั้งแต่ขั้นตอนนี้เป็นต้นไป มีงานค้นคว้าเอกสารมากมายที่เกี่ยวกับเรื่อง “สถานที่พักผู้ป่วยทางจิต” ในยุคนั้นและสถานที่นั้น, การรักษา, ลักษณะทางสถาปัตยกรรม และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตของนักเขียน การ์ชิน เพราะว่าตัวนักเขียนเองเคยเป็นคนไข้ในศูนย์บำบัดทางจิตวิทยาอื่นๆ และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประสบการณ์ของเขาจึงสะท้อนอยู่ในงานเขียน “ดอกไม้สีแดง” ต่อมาไม่นานเรื่องฉบับแปลของคุณปาตริเซีย กอนซาโลก็ตีพิมพ์ออกมา เต็มไปด้วยมุมมองมากมายทางสีสันและอารมณ์ และให้แรงบันดาลใจเยอะแยะมากมาย ถึงตอนนั้น ดิฉันก็ค่อยๆ คิดภาพต่างๆ ออกมาได้เรื่อยๆ อย่างลื่นไหลมากเลยค่ะ

La Flor Roja : captured from Sara Morante’s Facebook

นักวิจารณ์บางคนยืนยันว่าการ์ชินมีสไตล์และงานเขียนเรื่องแต่งแนวจิตวิทยาเมื่อเทียบกับงานของ โดสตอยเอฟสกี (Dostoievski)มันยากขึ้นหรือไม่ที่ต้องวาดภาพประกอบแสดงโครงเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวขนาดนั้น และเวลาวาดคุณรู้สึกอึดอัดหรือไม่

ใช่ค่ะ ดิฉันรู้สึกอย่างนั้น ในด้านหนึ่ง เราต้องจมดิ่งตัวเองลงสู่การอ่านเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวลงในกระดาษวาดรูปได้ และการทำอย่างนี้ทำให้การทำงานเกิดความอึดอัด ความกังวลและความเศร้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกนักวาดรูปประกอบก็ไม่ค่อยได้ทดลองวาดภาพประกอบเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างที่งานเขียนชิ้นนี้เป็น มันเป็นความท้าทาย เป็นสิ่งกระตุ้น และแน่นอน มันน่าสนใจที่เรื่องราวพาคุณท่องไปตามเส้นทางที่ยากลำบาก

คุณเคยกล่าวไว้ว่าชอบวาดรูปประกอบหนังสือเล่มอื่นๆ อย่างเรื่อง “การเต้นรำ (เอล ใบเล่)” ของเนมิรอฟสกี (Némirovsky) “ขุดรากหัวใจ (เอล อารังกาโกราซอนเนส)” ของเวียน (Vian) และ “การเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ (ลาส เมตามอร์โฟซิส)” ของโอบิดิโอ (Ovidio) ตามความคิดของคุณ ผลงานเหล่านี้มีอะไรที่ทำให้คุณสามารถนำไปวาดภาพประกอบได้มากขนาดนั้น

หนังสือพวกนั้นเป็นหนังสือที่ดิฉันเลือกในฐานะผู้อ่านมากกว่าในฐานะผู้วาดภาพประกอบ ทั้งหมดนั่นอยู่ในลำดับต้นๆในรายการหนังสือโปรดของดิฉัน เรื่อง “การเต้นรำ” ของเนมิรอฟสกี เป็นความปลาบปลื้มใจที่ปนกับความมุ่งร้าย เป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่มีตัวละครน้อย โครงเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ตัวละครและที่ฉากต่างๆ ในบ้านของครอบครัวหนึ่ง หากมองจากมุมมองการวาดภาพประกอบ สิ่งนี้อาจปูพื้นความยากลำบากต่างๆ ให้ และนี่แหละคือสื่งที่ฉันชอบ เรื่อง “ขุดรากหัวใจ” ของเวียน เป็นเรื่องแนวเหนือจริงสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือเรื่องวรรณกรรมแนวสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบเหนือจริง ดิฉันไม่ทราบอย่างถ่องแท้ว่าจะวาดภาพประกอบหนังสือนี้อย่างไรดี แต่ฉันมั่นใจว่าฉันสนุกกับงานนี้มาก เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์” ของโอบิดิโอ เป็นหนังสือเล่มแรกที่ฉันมีตอนอยู่ที่กรุงดับลินในปีแรก ตอนนั้นฉันไม่มีโทรทัศน์ ดังนั้นการพักผ่อนแบบเดียวที่ฉันทำได้คือการวาดรูปและอ่านงานของโอบิดิโอ

La Flor Roja : captured from Sara Morante’s Facebook


นักวาดภาพประกอบหนังสือต้องมีความเป็นนักอ่านมากกว่านักวาดการ์ตูนใช่หรือไม่

ทั้งสองอย่างนั้นเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ความเป็นนักวาดภาพประกอบหนังสือสมบูรณ์ และทั้งสองปัจจัยสำคัญเท่าเทียมกัน นักวาดภาพประกอบ คือ ผู้อ่านที่เล่าเรื่องที่เพิ่งได้อ่านไปด้วยวิธีที่แตกต่าง คือด้วยวิธีเล่าเรื่องด้วยสื่อที่รับรู้ได้ทางตา การรู้จักวิธีอ่าน การใส่ใจรายละเอียดต่างๆ ที่เราอาจจะละเลยไปไม่ทันสังเกตตอนอ่านครั้งแรก หรือการนำรายละเอียดต่างๆ จากการเก็บเกี่ยวของตนเองที่ทำให้การอ่านรุ่มรวยรส ทั้งสามอย่างนี้ประกอบเข้ากันเป็นงานของนักวาดภาพประกอบหนังสือ มันเป็นอภิสิทธิ์ของอาชีพนี้ที่อนุญาตให้คุณได้เป็นผู้ปรุงรสเรื่องราวอย่างที่ผู้เขียนเล่าเรื่องเรื่องนั้นไว้ แต่ด้วยวิธีดำเนินเรื่องด้วยวิธีอื่นๆ

***
ติดตามผลงานของซาร่า โมรันเต้ ได้ที่  http://saramorante.blogspot.com/ และ http://saramorante.com/