เรื่องเศร้า

นี่คือรูปตอนที่ผมเศร้า
บางทีคุณอาจจะคิดว่าในภาพนี้ผมดูมีความสุขดี
จริงๆ แล้วน่ะผมเศร้า แต่แกล้งทำเป็นมีความสุข
ที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะคิดว่าคนอื่นจะไม่ชอบถ้าผมดูเศร้า

ไมเคิล โรเซน เริ่มต้นหนังสือภาพสำหรับเด็กเรื่อง Michael Rosen’s SAD BOOK เอาไว้อย่างนั้น ข้อความอยู่ใต้ภาพวาดสีน้ำอ่อนใสตัดด้วยเส้นหมึก เป็นรูปผู้ชายมีหนวดเครากำลังยิ้มกว้าง   ภาพฝีมือเควนทิน เบลค  นักวาดภาพประกอบคู่บุญของโรอัลด์ ดาห์ล ชวนให้คาดเดาไปว่าหนังสือเล่มนี้จะต้องเป็นเรื่องราวสนุกๆ เป็นแน่ ถึงแม้ชื่อหนังสือกับประโยคเปิดเรื่องจะบอกไว้ชัดเจนว่าเป็น Sad Book อย่างนั้นก็ตาม

ก่อนหน้านี้ โรเซนไม่เคยคิดถึงการเป็นพ่อคนเลยแม้แต่น้อย การมีลูกต้องรับผิดชอบหลายสิ่งหลายอย่างและดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่พร้อม แต่แล้วโรเซนก็มีเอ็ดดี

เอ็ดดีในวัยทารกเล่นอยู่ในอ่างอาบน้ำ เอ็ดดีโตขึ้นมาสักหน่อยกำลังหยิบของเล่นอวดใครสักคน เอ็ดดีเล่นฟุตบอลดูมีความสุข เอ็ดดีอยู่บนเตียง อ่านหนังสือเล่มโต เอ็ดดีเริ่มจะเป็นวัยรุ่น เขาตัวยืดสูง กำลังเล่นน้ำกับเพื่อนในทะเลสาบ เอ็ดดีซ้อมบทละคร เอ็ดดีกระโดดโลดเต้น  ภาพของเอ็ดดีหยุดอยู่ตรงที่กรอบสีขาวเปล่าว่าง
“บางครั้งความเศร้าก็ใหญ่มาก
มันอยู่ทุกที่ อยู่รอบตัวผม
แล้วผมก็กลายมาเป็นแบบนี้”
ภาพสีน้ำอ่อนใสกลายเป็นสีเทา บรรยากาศหม่นมัว ในภาพนี้โรเซนดูอมทุกข์เหลือเกิน
“สิ่งที่ทำให้ผมเศร้ามากที่สุดก็คือตอนที่ผมคิดถึงเอ็ดดี ลูกชายของผม
เขาตาย
ผมรักเขามากเหลือเกิน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตาย”
คำบรรยายใต้ภาพช็อคผู้อ่าน

มีหนังสือภาพและนิทานเด็กหลายเรื่องที่เขียนถึงความตาย แต่ Michael Rosen’s SAD BOOK เล่มนี้แตกต่างออกไป สิ่งที่ทำให้ผู้อ่านคาดไม่ถึงก็คือความเศร้าในหนังสือจริงเสียจนน่าตกใจและสะเทือนใจ และผู้เขียนก็ช่างบอกเล่าความรู้สึกของตนเองออกมาได้อย่างซื่อตรงเหลือเกิน
“บางครั้งนี่ทำให้ผมโกรธจริงๆ
เขากล้าดียังไงที่ตายไปแบบนั้น
เขากล้าดียังไงที่ทำให้ผมเศร้าอย่างนี้
เอ็ดดีไม่พูดอะไรเลย
เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว”

นับจากหน้านี้เป็นต้นไป ผู้อ่านรับรู้แล้วว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงความเศร้าในแบบฉบับของนิทานเด็กทั่วๆไป ผู้อ่านบางคนให้ความเห็นในเวปไซต์อเมซอนไว้ว่าตอนแรกที่เปิดหนังสือเขาคาดว่าจะเจอกับประโยคประเภท ฉันเศร้าเพราะคุณแม่ไปทำงานหรืออะไรทำนองนั้น แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เลยจริงๆ  ผู้เขียนบรรยายถึงความเศร้าที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก  ประสบการณ์อันเจ็บปวดที่ผู้ใหญ่และเด็กหลายคนเคยพบเจอ ความเศร้าอันท่วมท้นที่ไม่รู้จะกำจัดออกไปได้อย่างไร โรเซนไม่ได้ฟูมฟาย ไม่ได้พยายามบีบคั้นอารมณ์ผู้อ่าน หากโรเซนเขียนถึงความเศร้าอย่างเข้าอกเข้าใจ

Where is sad?
Sad is anywhere.
It comes along and finds you

When is sad?
Sad is any time.
It comes along and finds you.

Who is sad?
Sad is anyone.
It comes along and finds you.

Sad is a place
that is deep and dark
like the space
under the bed

Sad is a place
that is high and light
like the sky
above my head

When it’s deep and dark
I don’t dare go there

When it’s high and light
I want to be thin air. ”

บทรีวิว Michael Rosen’s SAD BOOK ของคริสเตียน เพอริง¹ในตอนหนึ่งกล่าวถึงความเปรียบจากบทกวีของไมเคิล โรเซน เอาไว้ว่าช่างทรงพลังเพราะมันสามารถบรรยายถึงประสบการณ์ของผู้คนจำนวนมากได้ตรงทีเดียว ความเปรียบเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าความเศร้านั้นไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก หากแต่เป็นมุมมอง เป็นการรับรู้ของเราที่มีต่อโลก ทั้งความโกรธ ความโดดเดี่ยว ความหดหู่สิ้นหวังอันเป็นผลพวงมาจากความเศร้าทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ในที่ที่ทั้งมืดและลึก ทั้งสูงและสว่างเวิ้งว้างเหมือนท้องฟ้าไปได้พร้อมๆ กัน

ยามที่เราเศร้าเรามักอยากระบาย อยากบอกเล่าเรื่องราวที่อัดแน่นอยู่ในใจให้คนที่เรารักและไว้ใจได้รับรู้ โรเซนก็เช่นกัน เขาอยากบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้แม่ของเขาฟัง ทว่า
“(แม่ของผม)เธอก็ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว” ความสูญเสียแต่เก่าก่อนซ้ำเติมโรเซนอีกครั้ง

เควนทิน เบลค ให้จังหวะสีได้ลงตัว ก่อนที่เนื้อเรื่องจะหดหู่จนเกินไป เบลคหันกลับมาใช้สีสันสดใสอีกครั้งในอีกหลายๆ หน้า เขาวาดภาพโรเซนร้องตะโกนใต้ฝักบัวอาบน้ำ เคาะช้อนบนโต๊ะ หรือทำเสียงเพี้ยนพิลึกในปาก โรเซนพยายามทำเรื่องตลกไร้สาระบ้าๆบอๆ เพื่อให้ตนเองผ่านพ้นความเศร้านี้ไปให้ได้ แต่แน่นอนว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะความทรงจำในคืนวันที่ดีมักจู่โจมเรา และเราเองก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
บล็อกแนะนำหนังสือเด็ก storypath²  ได้เตือนเอาไว้ว่าหนังสือเล่มนี้อาจไม่เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี(อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์ Candlewick Press ระบุไว้ว่า for all ages)  เพราะว่าความเศร้าของโรเซนนั้นพุ่งเป้าไปยังเอ็ดดีที่ตายจากไป แทนที่จะกล่าวโทษถึงสาเหตุของการตาย อย่างเช่นอุบัติเหตุหรือความเจ็บไข้ มันกลับทำให้รู้สึกว่าเป็นความผิดของเอ็ดดี นั่นอาจจะทำให้เด็กๆ ที่ได้ฟังหันไปกล่าวโทษตัวเองในยามที่สิ่งต่างๆ ย่ำแย่ บล็อกนี้แนะนำว่า Michael Rosen’s SAD BOOK น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของครอบครัวที่จะหันมาทบทวนว่าควรแสดงความรู้สึกเช่นไรต่อเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด

บทสัมภาษณ์ไมเคิล โรเซน จาก The Guardian ³ นั้นก็น่าสนใจ เขาเล่าว่าในเดือนหลังจากที่เอ็ดดีตาย เขากลับไปที่โรงเรียน ท่องบทกวีและเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเอ็ดดีให้เด็กๆ ฟัง (โรเซนเป็นนักเล่านิทานด้วย ลองคลิกเวปไซต์ยูทูปเข้าไปชมคลิปเขาเล่านิทานจากหนังสือของเขาเองเรื่องWe’re Going On A Bear Hunt  แล้วจะรู้ว่าโรเซนเป็นนักเล่านิทานที่เก่งมาก)  เด็กๆ มักมาถามเขาว่าตอนนี้เอ็ดดีกี่ขวบแล้ว โรเซนก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เขาบอกเด็กๆ ไปว่าเอ็ดดีตายแล้ว “ตอนที่ผมบอกว่าเขาตายแล้ว คุณน่าจะได้เห็นเด็กๆพยักหน้า โอ งั้นเหรอ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหม”

ความตายสำหรับเด็กอาจเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน แต่ความเศร้าที่บุคคลอันเป็นที่รักไม่อาจจะอยู่กับเราได้อีกต่อไปแล้ว(ไม่ว่าจะตายจากไปหรือไม่ก็ตามที) เป็นเรื่องที่เด็กๆ สามารถรับรู้ได้ดีพอๆ กับผู้ใหญ่ หนังสือเล่มนี้จะบอกพวกเขาว่าความเศร้าเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่โศกเศร้าและเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความหวังเสมอ ความโศกเศร้าจะบรรเทาลงและเราจะค่อยๆดีขึ้นถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาที่ยาวนานก็ตาม

การวางจังหวะทั้งภาพและคำของหนังสือเล่มนี้ทำได้สอดคล้องกันจริงๆ ภาพนั้นขยายขอบเขตของคำให้กว้างไกลออกไป และคำก็ช่างสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้แต่งในสิ่งที่เขาละเว้นไม่กล่าวถึงได้แจ่มชัด แม้จะเป็นเพียงแค่หมึกและสีน้ำที่ดูว่าวาดอย่างง่ายๆ แต่ในหนังสือเล่มนี้ภาพวาดของเควนทิน เบลค นั้นทรงพลังพอๆ กับบทกวีของไมเคิล โรเซน นี่เป็นผลจากการจับคู่กันอย่างเหมาะสมระหว่างนักเขียนและนักวาดภาพประกอบ ต้องขอชื่นชมแคโรลีน รอยด์ ผู้เป็นบรรณาธิการ

หนังสือภาพสำหรับเด็กเล่มนี้ดีมากและราคาไม่แพงด้วย ยังไม่มีแปลในฉบับภาษาไทยแต่ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ยาก หนังสือฉบับปกอ่อนราคาประมาณ 225 บาท (6.99$) พิมพ์สี่สีลงบนกระดาษมัน จำนวน 32 หน้า ขนาด 22×29 cm.
อยากให้คุณได้อ่านด้วยตนเอง
————————————————————————————————-
¹http://www.mentalhelp.net/poc/view_doc.php?id=2645&type=book&cn=174
² http://storypath.wordpress.com/2010/04/07/853/
³ http://www.guardian.co.uk/books/2004/nov/24/booksforchildrenandteenagers.dinarabinovitch

อ่านประวัติและดูผลงานเพิ่มเติมของผู้เขียนและผู้วาดได้ที่
http://www.michaelrosen.co.uk/
http://www.quentinblake.com/

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: